ประวัติความเป็นมาเมืองชุมแสง
อำเภอชุมแสง เป็นอำเภอเก่าแก่อำเภอหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ แต่เดิมอยู่ในความปกครองของอำเภอเมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ต่อมาทางราชการได้แบ่งท้องที่การปกครองจัดตั้งป็นตำบลเกยไชย จนกระทั่งในปี พ.ศ.2446 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศฐานะขึ้นเป็นอำเภอโดยเรียกชื่อว่า "อำเภอพันลาน" เนื่องจากตั้งอยู่ที่พันลาน (ปัจจะบันคือหมู่ที่ 4 ตำบลพันลาน) ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจาก "อำเภอพันลาน" มาเป็น "อำเภอเกยไชย" ในปี 2458 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งอยู่ที่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านที่บ้านชุมแสงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับตลาดชุมแสง จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก "อำเภอไชย" มาเป็น "อำเภอชุมแสง" และในปี 2511 อาคารที่ว่าการอำเภอชุมแสง เริ่มมีสภาพที่ทรุดโทรมมากประกอบด้วยกับที่ตั้งเดิมราษฎรไปติดต่อราชการไม่สะดวกนัก ทางหมู่ 17 ตำบลเกยไชย จนถึงปัจจุบัน คำว่า "ชุมแสง" มีผู้เล่าต่อ ๆ กันมาเป้น 2 ทาง คือ ต้นไม้ชนิดนี้ เรียกว่า "ต้นชุมแสง" มีลักษณะคล้ายกับต้นแจง สมัยก่อนมีขึ้นอยู่ทั่วไปใบคล้าย ใบมะปราง เขียวชะอุ่มตลอดปี โบราณใช้ทำยารักษาโรคพรายเลือดลมสตรี ผลของต้นชุมแสงชาวบ้านจะเก็บไปใช้เป็นลูกกระสุนสำหรับธนู ต้นชุมแสงจึงเป็นสัญลักษณ์ประจำถิ่นต่อมา ได้ใช้เป็นชื่อบ้านเรียกว่า "บ้านชุมแสง" สมัยพระเจ้าตากสินนำกองทัพออกทำการปราบก๊กต่าง ๆ ได้ตั้งค่าย และเป็นที่สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือคลีงแสง สำหรับปราบก๊กเจ้าเมืองพิษณะโลก ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณที่ตั้งค่ายแห่งนั้นว่า "คลังแสง" และต่อ ๆ มาได้เรียกเพี้ยเป็น "ชุมแสง"
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มดินเหนียว มีแม่น้ำไหลผ่าน 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำน่าน ไหลผ่านตำบลฆะมัง พิกุล เกยไชย พันลาน โคกหม้อ ทับกฤช ทับกฤชใต้ และ แม่น้ำยม ไหลผ่านตำบลท่าไม้ ซึ่งแม่น้ำทั้งสองสายไหล มาบรรจบกันที่ตำบลเกยไชย และไปรวมกับแม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีลำคลองที่สำคัญ ได้แก่ คลองจระเข้เผือก คลองโพธิ์หนองยาว คลองบางเคียน เป็นต้น และยังมีหนองบึง อีก 25 แห่ง
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มดินเหนียว มีแม่น้ำไหลผ่าน 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำน่าน ไหลผ่านตำบลฆะมัง พิกุล เกยไชย พันลาน โคกหม้อ ทับกฤช ทับกฤชใต้ และ แม่น้ำยม ไหลผ่านตำบลท่าไม้ ซึ่งแม่น้ำทั้งสองสายไหล มาบรรจบกันที่ตำบลเกยไชย และไปรวมกับแม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีลำคลองที่สำคัญ ได้แก่ คลองจระเข้เผือก คลองโพธิ์หนองยาว คลองบางเคียน เป็นต้น และยังมีหนองบึง อีก 25 แห่ง
การปกครอง
- ลักษณะทางภูมิศาสตร์การบริหารราชการส่วนภูมิภาค แบ่งเป็น 12 ตำบล 126 หมู่บ้าน 9 ชุมชน
ตำบลเกยไชย 17 หมู่บ้าน - ตำบลหนองกระเจา 14 หมู่บ้าน
- ตำบลทับกฤช 14 หมู่บ้าน
- ตำบลท่าไม้ 15 หมู่บ้าน
- ตำบลบางเคียน 14 หมู่บ้าน
- ตำบลพิกุล 10 หมู่บ้าน
- ตำบลไผ่สิงห์ 10 หมู่บ้าน
- ตำบลพันลาน 8 หมู่บ้าน
- ตำบลโคกหม้อ 8 หมู่บ้าน
- ตำบลฆะมัง 8 หมู่บ้าน
- ตำบลทับกฤชใต้ 8 หมู่บ้าน
- ตำบลชุมแสง 9 ชุมชน
- การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
เทศบาล 2 แห่ง คือ เทศบาลเมืองชุมแสง และ เทศบาลตำบลทับกฤช - องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบต.) 11 แห่ง
ประวัติ เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ชุมแสง
ตำนานเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก ยังเล่าขานสืบต่อไปว่า "เจ้าพ่อได้เกิดมีความรักกับเจ้าแม่เกยไชย (เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์) เจ้าพ่อประทับทรงให้ชาวบ้านชุมแสง ไปสู่ขอเจ้าแม่เกยไชย ให้ได้แต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย โดยเจ้าพ่อได้ยกขันหมากทางเรือไปสู่ขอและแต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย และเจ้าพ่อได้รับเจ้าแม่เกยไชยเป็นเจ้าแม่ชุมแสง และชาวบ้านก็อัญเชิญเจ้าแม่เกยไชยกลับมาประทับอยู่ที่ชุมแสงกับเจ้าพ่อ และได้แกะสลักไม้เป็นองค์เจ้าแม่ขึ้นมาใหม่ คู่กับองค์เจ้าพ่อ ศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือกจึงเปลี่ยนมาเรียกขานว่า "ศาลเจ้าพ่อ - เจ้าแม่ชุมแสง" มาจนถึงทุกวันนี้
ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง ได้มีการปรับปรุงใหม่หลายครั้งด้วยแรงศรัทธาของชาวตลาดชุมแสง ให้ศาลเป็นอาคารถาวรมีความสวยงามเป็นที่เชิดชูและเป็นศรีสง่าแก่ชาวชุมแสง ศาลเจ้าพ่อ - เจ้าแม่ชุมแสงจึงบ่งบอกความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะศาลแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา
ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง ได้มีการปรับปรุงใหม่หลายครั้งด้วยแรงศรัทธาของชาวตลาดชุมแสง ให้ศาลเป็นอาคารถาวรมีความสวยงามเป็นที่เชิดชูและเป็นศรีสง่าแก่ชาวชุมแสง ศาลเจ้าพ่อ - เจ้าแม่ชุมแสงจึงบ่งบอกความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะศาลแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา

สำหรับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาร นั้นที่ชาวชุมแสงประจักษ์ดีและเคารพเลื่อมใสนับถือมากๆเห็นจะเป็นเรื่อง ไฟไหม้...ครั้งหนึ่งที่ได้เกริ่นตั้งแต่แรกแล้วเรื่องความเฟื่องฟูทางการเดินเรือที่ชุมแสงจะมีแพที่เป็นปั๊มน้ำมันด้วยชื่อว่า"สุนทรภัณฑ์" คืนนั้นไฟได้เกิดไหม้แพปั๊มน้ำมันนั้นขณะที่ทุกคนตกใจและชลมุลวุ่นวายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีคนเห็นว่ามี คนแก่ชาวจีนชาย-หญิงใส่ชุดขาว(เชื่อกันว่าเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ชุมแสง)ช่วยกันผลักดันแพที่ไฟไหม้อยู่นั้นออกไปให้อยู่กลางแม่น้ำ และใช้มือจับไฟที่ไหม้จนไฟนั้นดับลง ทำให้คืนนั้นไฟไม่ลุกลามไหม้แพชาวบ้านอื่นๆ หลังจากไฟดับลงชาย-หญิงแก่ก็ได้หายไปอย่างที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าเป็นองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ มาช่วยดับไฟให้ พอรุ่งขึ้นชาวบ้านจึงได้นำเครื่องเซ่นไหว้ไปถวายเจ้าพ่อเจ้าแม่อย่างมากมาย ยังเล่าอีกต่อว่า เจ้าแม่ชุมแสงนั้น เดิมทีเป็นเจ้าแม่ทางคนไทย เจ้าแม่เกยไชยก่อนจะมาแต่งงานอยู่กับเจ้าพ่อชุมแสงนั้นเป็นเจ้าแม่คนไทยมาก่อน ทุกๆวันชาวบ้านจะนำของเซ่นไหว้บ้าง หรือที่นำมาถวายแก้บนบ้าง ทุกๆวัน ทำให้เจ้าแม่นั้นไม่ค่อยชอบเรื่องการรับของเซ่นไหว้ แบบทางคนจีนเท่าไร แต่เจ้าแม่ชุมแสงก็ไม่ได้รับผลบุญจากการทำบุญเลย เจ้าแม่ชุมแสงจึงได้ประทับทรงบอกให้ชาวบ้าน และคณะกรรมการจัดงานเจ้าพ่อเจ้าแม่ชุมแสง ช่วยทำบุญอุทิศส่วนกุศลถวายให้เจ้าแม่ชุมแสงบ้าง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทางคณะกรรมการจัดงานฯ จะร่วมกับชาวชุมแสง จัดงานทำบุญใหญ่ๆ ถวายให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ชุมแสง 2 ครั้ง คือ ในวันเกิดเจ้าพ่อเจ้าแม่ ประมาณหลังตรุษจีน 15 วัน และงานวันสงกรานต์ ประมาณวันที่ 14 เมษายน ของทุกปีโดยจะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญที่ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ชุมแสง และด้วยความสามัคคีพร้อมเพรียงกันของชาวชุมแสงเป็นสำคัญ จึงทำให้ชุมแสงยังคงเป็นตลาดเก่าแก่ของภาคเหนือมาจนถึงทุกวันนี้

